ผู้เขียน หัวข้อ: นายหรน หมัดหลี หรือ ป๊ะหรน ...เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุล  (อ่าน 1789 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ สงขลาพอร์ทัล ทีม

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 661
    • ดูรายละเอียด

นายหรน  หมัดหลี หรือป๊ะหรน ...เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุล


ประวัติ

นายหรน  หมัดหลี หรือป๊ะหรน เกิดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ที่ตำบลท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ภรรยาชื่อนางม๊ะเหรียม มีบุตรธิดา ๑๑ คน อยู่บ้านเลขที่ ๑๓ หมู่ที่ ๖ บ้านควน ตำบลเขาพระ อำเภอรัตนภูมิ จังหวัดสงขลา  เดิมเป็นเกษตรกรที่ยากจน  เริ่มทำสวนด้วยตัวเองเมื่ออายุ ๑๕ ปี ขณะที่ยังไม่จบ ป.  ๔  เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน  หลังจากไปโรงเรียนสอนศาสนาถึง ๑๐ ปี ย้ายจากบ้านท่าชะมวงมามีครอบครัวที่เขาพระ เมื่ออายุเกือบ  ๓๐  ปี  จึงได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนผืนแรกประมาณ  ๑๐  ไร่  ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตและไม่ละที่จะปรับปรุงตนเอง ถึงแม้จะมีที่ดินเพียงเล็กน้อย  เมื่อเห็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านมีสวนให้ลูกหลานได้เก็บเกี่ยวจึงคิดทำอย่างนั้นบ้าง   ได้หักร้างถางป่าปลูกกล้วยลงไปแล้วปลูกไม้ผลลงไปในกอกล้วย ประกอบกับการคัดเลือกพันธุ์อย่างต่อเนื่อง  ในสวนจึงเต็มไปด้วยไม้ผลพันธุ์ดี หลังจากนั้นก็ได้ขยายที่ทำกินออกไป โดยการซื้อบ้างจับจองเอาบ้าง  ในภายหลังจนถึงปัจจุบันมีที่ดินประมาณ ๘๕ ไร่

ผลงาน
         
นายหรน  หมัดหลี  สามารถขยายที่ทำกินออกทั้งๆที่เดิมยากจน  เพราะประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรธรรมชาติแบบสวนป่าผสม ที่เรียกว่าการเกษตรธาตุ ๔ คือ เกษตรแบบ"พึ่งพาและทดแทน" ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เพียงประถมศึกษาปีที่ ๔  ความสำเร็จดังกล่าวนี้ นายหรน หมัดหลี อาศัยความรู้ด้านสมุนไพรซึ่งสืบทอดมาจากบิดาและด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย    ซึ่งศึกษาเองจากตำรา     รวมทั้งแนวคิดจากหลักศาสนาอิสลาม ผสมผสานกับเป็นคนช่างสังเกตที่เกิดจากการหลงป่า พบว่าต้นไม้ที่ขึ้นชิดติดกันยังมีลูกมีผลได้ จึงได้สร้างสวนในลักษณะป่าไม้ผลเป็นตัวอย่างที่ได้รับความสำเร็จ
         
ดังนั้นนายหรน  หมัดหลี  จึงได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ของภาคใต้โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา เพราะเป็นเกษตรกรตัวอย่างในภาคใต้ ที่สามารถคิดค้นการเกษตรระบบของตัวเองและพิสูจน์ให้เห็นว่า การเกษตรธรรมชาติที่ไม่พึ่งพาสารเคมีและปุ๋ยเคมีเลยนั้น สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี เป็นแบบอย่างให้เกษตรกร นักศึกษาและนักวิชาการเกษตรได้ไปเยี่ยมชมศึกษาอยู่เป็นประจำ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=JloUPXMyS10" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JloUPXMyS10</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=F2mx7vC7X7k" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=F2mx7vC7X7k</a>


เกียรติคุณที่ได้รับ
         
ได้รับผลงานดีเด่นทางด้านภูมิปัญญาชาวบ้าน  จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  เป็นเกษตรกรดีเด่นของภาคใต้ และเป็นคนดีศรีสังคม  ได้รับโล่เกียรติคุณจาก ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ออฟไลน์ สงขลาพอร์ทัล ทีม

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 661
    • ดูรายละเอียด
Re: นายหรน หมัดหลี หรือ ป๊ะหรน
« Reply #1 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 03:36:24 »

หรน หมัดหลี เกษตรธาตุ ๔


นายหรน หมัดหลี ชาวตำบลท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน บิดามารดามีอาชีพเป็นหมอยาพื้นบ้าน ทำนา ทำสวน รับจ้างทั่วไป ทั้งตัดยาง ทำนา เลี้ยงไก่ และปลูกผัก โดยเฉพาะการทำสวนนั้นทำสวนแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “สวนสมรม” ช่วง เวลาหลังเลิกเรียนใช้เวลาศึกษาศาสนา เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วเรียนต่อที่โรงเรียนปอเนาะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เรียนอยู่ 8 ปี จนมีความรู้ทางศาสนาแตกฉาน เมื่อจบแล้วเดินทางไปศึกษาต่อที่ปอเนาะสุไหงติเบา ประเทศมาเลเซีย เรียนอยู่ 2 ปี บิดาถึงแก่กรรมจึงเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่งงานมีครอบครัวและเป็นครูสอนศาสนาที่บ้านท่าชะม่วงและที่โรงเรียนบุญเจิม ประชานุเคราะห์วิทยา จากนั้นลาออกจากอาชีพครูกลับมาทำสวนและศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องสมุนไพรโดยใช้ หลักวิชาการแพทย์แผนไทย

หรน หมัดหลี เป็นเกษตรกรผู้บุกเบิกการทำสวนเกษตรธาตุ 4 ซึ่ง ประกอบด้วย ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม และธาตุไฟ เป็นการเกษตรที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ตอบโจทย์ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และยั่งยืนอย่างแท้จริง เช่น การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก แต่ขณะเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนได้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและวิถีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยกัน ปัจจุบันนายหรน หรือ ที่คนในชุมชนเรียกว่า ป๊ะหรนขยายพื้นที่ทำกินออกไปเป็นจำนวน 70 กว่าไร่ เฉพาะส่วนที่เป็นสวนผลไม้มี 4 แปลง ปลูกผลไม้ 19 ชนิดได้แก่ ทุเรียน จำปาดะ สะตอ ลางสาด ละมุด ฝรั่ง มังคุด เงาะ ละไม ลองกอง มะขาม กาแฟ มะนาว มะพร้าว ไผ่ตง ขนุน กระท้อน เนียง พริกไทย นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกมากมาย และไม้โตเร็วอย่าง เมี่ยงอาม และจวงหรือเทพธาโร
ปัจจุบันแนวทางการเกษตรธาตุ 4 เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ มีกลุ่มคนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน หรือเข้าอบรมที่จัดขึ้นที่สวนเกษตรธาตุ 4 เสมอ

รางวัลเกียรติคุณที่ได้รับ

ปี พ.ศ.2536 คนดีศรีสังคม
ปี พ.ศ.2545 ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ด้านเกษตรกรรมจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

และปีนี้เป็นปีแรกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน 4 สาขา ตามคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การคัดเลือกในภาพรวม อาทิ ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และผลงานเกี่ยวกับด้านการเกษตรอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงมีประวัติและวิถีชีวิตที่มีคุณธรรม มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีจิตใจและการปฏิบัติตนที่แสดงถึงการอุทิศเวลา ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ต่อเกษตรกร แวดวงการเกษตรในชุมชน หน่วยงานราชการ ประชาชน และที่สำคัญคือมีผลการดำเนินงานตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งจัดสวัสดิการให้แก่ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ในการที่จะเป็นส่วนสนับสนุนและสร้างโอกาสนำองค์ความรู้และประสบการณ์เผยแพร่ สู่สังคม ซึ่ง กระบวนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดินทั้ง 4 สาขา ได้แก่ สาขาปราชญฺ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย ได้แก่ นายระพี สาคริก สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายประยงค์ รณรงค์ ทั้งนี้ การคัดเลือกในสาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้พิจารณาว่า นายหรน หมัดหลี สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน แต่นายหรน ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ดังนั้น ในปีนี้จึงไม่เสนอผู้ใดขึ้นแต่งตั้งเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดินในสาขาดัง กล่าว
ภูมิปัญญา

ธาตุ 4 : จากจักรวาลสู่การเกษตรที่สมดุล

ความรู้เรื่องธาตุ 4 เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญที่คนไทยในอดีตนำมาอธิบายการเกิดและการแตกดับของ สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกและจักรวาล ถ้าธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่สมดุล สรรพสิ่งในธรรมชาติก็จะแปรปรวนเป็นภัยพิบัติ และตามหลักแพทย์แผนโบราณ ถ้าธาตุทั้ง 4 ในร่างกายของคนเราไม่สมดุล ก็จะเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย การักษาก็คือต้องปรับธาตุทั้ง 4 ในร่างกายให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลตามปกติ

ธรรมชาติของต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จะขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ มีมากบ้างน้อยบ้าง แต่หากธาตุสมดุลก็จะเจริญแข็งแรง

เมื่อค้นพบดังนี้จึงใช้ความรู้เรื่องธาตุ 4 มาเป็นหลักในการคัดพันธุ์ไม้ นำไม้ผลที่ มีลักษณะเข้ากันได้มาปลูกไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยระหว่างไม้ ต่าง ชนิด เมื่อไม้แต่ละชนิดไม่ทำลายกันเองแล้วก็ให้ดอกผลอุดมสมบูรณ์

วิธีการทดลองของป๊ะหรนว่าต้นไม้ใดเป็นธาตุประเภทใดมาก คือ ชิมทุกส่วนตามหลักแพทย์แผนโบราณ ได้แก่ ราก เปลือก ลำต้น ใบไม้ ผลไม้ ต้นไม้ส่วนใหญ่มีรสมากกว่าหนึ่งรสเสมอ ดังนั้นเมื่อเคี้ยวครั้งแรกจึงอาจจะได้รสฝาด อีกสักครู่อาจจะมีรสหวานหรือรสจืด หรือเผ็ดตามมา ถ้าชิมแล้วได้รสใดรสหนึ่งมาก ถือธาตุนั้นเป็นหลัก ไม้ที่มีรสฝาดแสดงว่ามีธาตุลม รสจืดเป็นธาตุน้ำ รสเผ็ดหรือร้อนเป็นธาตุไฟ และรสขมเป็นธาตุดิน พอจะแยกแยะออกได้ดังนี้

ธาตุน้ำ รสจืด เช่น มังคุด กล้วย จำปาดะ อ้อย มะม่วง ชมพู่
ธาตุดิน รสขม เช่น ละมุด สะตอ เหรียง ใบยาสูบ
ธาตุลม รสฝาด เช่น ลองกอง ลางสาด ผักเสี้ยนผี
ธาตุไฟ รสเผ็ด ร้อน เช่น ทุเรียน พริก ส้ม ฝนแสนห่า ไฟเดือนห้า พาหมี ยางพารา

แต่ไม่ใช่ว่า เราทราบว่าต้นไม้ชนิดไหนมีธาตุอะไรแล้วจะนำไปปลูกรวมกันได้เลย ยังต้องมีความรู้อีกหลายอย่างที่นำมาเชื่อมโยงและบูรณาการในการทำเกษตรธาตุ 4 เช่น

ความรู้เรื่องของดิน

ต้องดูว่าดินที่จะปลูกเหมาะสมกับพืชชนิดไหน เราไม่สามารถเปลี่ยนดินให้เหมาะสมกับพืชได้ แต่เราเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับดินได้ เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รสชาติอร่อย ราคาดี แต่อาจจะปลูกในพื้นที่แล้วให้ผลผลิตได้ไม่ดีเท่ากับทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน เป็นต้น

การปลูกพืชโดยคำนึงถึงระบบรากพืช

มีการดัดแปลงพื้นที่การปลูก และกระบวนการปลูก โดยคำนึงถึงระบบรากเป็นหลัก เช่น มังคุด จะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก การหาอาหารจะอยู่ลึกต่างกัน จึงได้นำไปปลูกร่วมกับทุเรียน ซึ่งมีระบบรากที่ตื้นแต่การหาอาหารของทุเรียนจะชอบหาอาหารบริเวณไกลจากต้น คือบริเวณ ปลายเงาของทรงพุ่มของพืช ซึ่งหากทดลองขุดดูจะเห็นได้อย่างชัดเจน สำหรับต้นลองกอง ลางสาด นั้นจะชอบกินอาหารบริเวณใกล้ๆ กับลำต้น ซึ่งไม้ผลเหล่านี้มีระบบรากฝอยอยู่มากดังนั้น เราไม่ต้องกังวลว่าหากปลูก ร่วมกันแล้วต้นไม้จะแย่งอาหารกัน

ความต่างระดับและทรงพุ่มของพืช

ต้องคำนึงถึงว่า เมื่อพืชเติบโตแล้วจะไม่แย่งพื้นที่ในอากาศกัน เช่น ในหลุมหนึ่งปลูกไม้ผลหลักของสวนลงไป 3 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน(ธาตุไฟ) ลางสาด(ธาตุลม) มังคุด (ธาตุน้ำและธาตุดิน) ไม้เมื่อโตเต็มที่แล้วทุเรียนจะอยู่สูงสุด ถัดมา คือ ลางสาด และมังคุดตามลำดับ ทรงพุ่มและเรือนยอดของไม้แต่ละชนิดจะไม่ติดหรือซ้อนกัน

การให้ดอกผลของพืช

ไม้ผลทั่วไปออกผล 2 ลักษณะ ลักษณะแรกจะให้ผลบริเวณปลายกิ่ง อาทิ มังคุด เงาะ สะตอ ลักษณะที่สองให้ผลบริเวณลำต้นหรือกิ่ง อาทิ ทุเรียน จำปาดะ ลองกอง ลางสาด การนำไม้ผลในลักษณะแรกมาปลูกรวมกันต้องจัดระยะให้เหมาะสม โดยต้องไม่ให้ทรงพุ่มของไม้แต่ละชนิดอยู่ติดหรือซ้อนกัน ส่วนไม้ที่ให้ผลบริเวณลำต้นหรือกิ่งสามารถปลูกต้นติดกันได้ ทุเรียน ลางสาด มังคุด ให้ผลที่แตกต่างกัน เมื่อปลูกรวมกันจึงไม่กระทบต่อการให้ผล

ไม้ผลทุกชนิดของป๊ะหรนจะปลูกด้วยเมล็ด ซึ่งจะโตช้าเมื่อเทียบกับการปลูกด้วยวิธีอื่น แต่จะมีระบบรากที่แข็งแรงและโตเร็วเมื่อเวลาผ่านไปถึงช่วงปีที่สาม การปลูกจะยึดเอาพืชที่มีธาตุเย็นเป็นหลัก แล้วเติมด้วยธาตุที่เหลือ เช่น ช่วงแรกจะปลูกกล้วยลงไปก่อน กล้วยเป็นพืชธาตุน้ำไม่มีอันตรายต่อพืชอื่นทุกชนิด โตเร็วและให้ร่มเงาแก่ไม้ผลในช่วงแรกของการเจริญเติบโต การปลูกด้วยเมล็ดก็ไม่ต้องใช้จอบ เพียงใช้พร้าขุดหลุมให้ฝังเมล็ดได้ เมื่อเมล็ดงอกก็คอยดูแลไม่ให้มีไม้เลื้อยขึ้นปกคลุม เครื่องมือทำสวนในปีแรกจึงมีแค่พร้า ปีที่สองจึงใช้จอบขยายหลุมให้กับต้นไม้ การดูแลต้นไม้ในสวนเกษตรธาตุ 4 จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ตัดกิ่ง เพราะกิ่งไม้ที่อยู่บนก็จะบังแดด กรองแสงให้ต้นที่อยู่ด้านล่าง ส่วนกิ่งล่างๆจะช่วยคลุมโคนต้นไม่ไห้ร้อนเกิน ถ้ากิ่งไหนถึงเวลาที่จะผลัดก็จะร่วงหล่นไป ธรรมชาติจะจัดการเอง ส่วนการไถพรวนดินและการถางหญ้าจะทำเท่าที่จำเป็น คือ ไถพรวนดินเฉพาะในจุดที่แข็งเกินไป ถ้าดินดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไถ การถางหญ้าจะทำแบบ เดือนยี่เดือนสามอย่าถางหญ้าออก เข้าเดือนหกเดือนเจ็ดแล้วค่อยถาง เพราะตั้งแต่เดือนยี่เป็นต้นไปจะเริ่มเข้าหน้าร้อน จึงควรปล่อยให้หญ้าในสวนคลุมดินให้มีความชุ่มชื้นและไม่ร้อนจนเกินไป จนถึงเดือนหกเดือนเจ็ดฝนเริ่มตกแล้วจึงถางหญ้าออก หญ้าที่ถางออกก็จะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ส่วนยากำจัดแมลงก็ไม่มีการใช้ในสวนเกษตรธาตุ 4 แต่จะใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดศัตรูพืชแทน เช่น ต้นมังคุด จะมียางชนิดหนึ่งออกตามบริเวณลำต้น และยางชนิดนี้มีสารบางอย่างที่ทำให้แมลงศัตรูพืชไม่เข้าใกล้ต้นมังคุด ซึ่งส่งผลดีต่อต้นไม้ที่อยู่ใกล้ต้นมังคุดด้วย คือ ทำให้แมลงลดน้อยลง ส่วนวิธีอื่นๆก็มี การใช้ตัวห้ำบางชนิดมากำจัดแมลงศัตรูพืชโดยไม่ทำร้ายต้นไม้ เช่น ด้วงเต่า แมลงหางหนีบ ตัวมวน หรือ การปลูกพืชไม้ดอกสีสดเพื่อล่อแมลงให้ออกห่างจากไม้ผล เช่น ดอกหน้าวัว ดอกดาวเรือง ซึ่งได้ผลดีมากในระดับหนึ่งทีเดียว

ออฟไลน์ สงขลาพอร์ทัล ทีม

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 661
    • ดูรายละเอียด
Re: นายหรน หมัดหลี หรือ ป๊ะหรน
« Reply #2 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 03:41:25 »

เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุลของปราชญ์เขาพระ


"การทำเกษตรธาตุ 4 ไม่ใช่การทำสวน แบบปริมาณเยอะๆ ปรัชญาของมันคือทำเอง ทำเล็กๆ พอกินและมีความสุข ไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องลงทุนมากมาย ไม่ต้องขึ้นกับตลาดมากนัก นะครับ เพราะเกษตรธาตุ 4 คือเกษตรที่ให้ความสุข กลับบ้าน มานอนก็ไม่ต้องคิดมาก ว่าราคาเท่าไหร่ ใช้หนี้เท่าไหร่ ค่าปุ๋ย ค่าแรงเท่าไหร่"

ป๊ะหรน หมัดหลี


---------------------


เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุลของปราชญ์เขาพระ


ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ องค์ความรู้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคมมาจากการสั่งสมรวบรวม สังเกต วิเคราะห์แล้วถ่ายทอด กว่าจะเป็นตำหรับตำราเป็นวิทยาการ อันน่าเชื่อถือ ลึกซึ้งและงดงามด้วยพลังแห่งภูมิปัญญาอันมีคุณค่าแก่มนุษย์นั้น ผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษ

มิว่าจะเป็นตำราอาหรับ ตำราจีน หรือว่าตำราไทย ล้วนเก็บเกี่ยวรวบรวมจากคำบอกเล่า จดจำและบันทึกไว้จากประสบการณ์ตรงทั้งสิ้น โดยเฉพาะปรัชญาการวิเคราะห์และปฏิบัติต่อชีวิตต่อสังคมอันสัมพันธ์กัน อย่างเป็นแนวทางไปสู่ความงดงาม สมดุลของชีวิตและสังคม

เมื่อทุกสรรพสิ่งมีสองด้านที่สัมพันธ์กันประหนึ่งหยิน-หยาง ที่ต่างเอื้อเฟื้อกัน มิว่าจะเป็น มนุษย ์สัตว์ พืช หรือองค์ประกอบในสากลโลกก็ล้วนเป็นเฉกเช่นนี้ทั้งนั้น จึงเป็นแนวทางไปสู่การดำเนินชีวิต การรักษายามป่วยไข้ การประกอบสัมมาชีพ การอยู่ร่วมกันของสังคม หรือแม้แต่การเกษตรก็ตาม ก็นำปรัชญา หยิน-หยาง ธาตุ 4 มาอธิบายว่า พืชนั้นมีทั้ง พืชรากกว้างย่อมสอดประสานกับพืชรากแก้วลึก ไม้พุ่มเตี้ยพึงรักไม้พุ่มสูง ไม้เล็กพึ่งพาอาศัยไม้ใหญ่ และไม้เนื้อร้อนชอบที่จะอิงอาศัยไม้เนื้อเย็น หรือไม้รำไรแดด ย่อมงามได้ใต้ร่มไม้กลางแจ้ง

"ป๊ะหรน หมัดหลี" นักวิทยาศาสตร์การเกษตร ผู้นำตำราสอนชีวิตมาเรียนรู้และหาความเข้าใจ ถึงแนวทางการปลูกพืช ที่ผสมผสาน บนจุดความสมดุล เพราะเมื่อพืชผลการเกษตรมีดุลยภาพต่อกัน ทุกสรรพสิ่งก็มีดุลยภาพ ชีวิตก็ดุลยภาพ การเกษตรในมุมมองป๊ะหรน มิใช่การเกษตรเพื่อการผลิตสู่ตลาด แต่เป็นการเกษตรเพื่อความงามความสงบสุขและเอื้ออาทรของชีวิต

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของประชาชน รับฟังเรื่องราวจากปราชญ์ชุมชน ป๊ะหรน หมัดหลี วัย 75 ปี แห่งบ้านบนควน ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา ซึ่งบุกเบิกเกษตรธาตุ 4 มากกว่า 50 ปี พร้อมสวนสมุนไพร มรดกทางปัญญา ที่หาค่ามิได้ ซึ่งกำลังจะถูกอ่างเก็บน้ำยักษ์คลองลำแซง ท่วมทิ้งทั้งหมด เนื่องจากอยู่ในบริเวณสันเขื่อน !!... ป๊ะหรนได้อธิบายย้อนถึง จุดเริ่มต้นตั้งแต่แนวคิดการทดลองปลูก และพยายามเรียนรู้คำตอบ เรื่องเกษตรธาตุ 4 ด้วยตนเองว่า



"สวนนี้เราเรียกว่าสวนผสมผสาน มันเป็นแนวคิดแบบของดั้งของเดิม แต่ว่าเรานำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะปลูกพืชชนิดเดียว อย่างเดียว ต่อมาเรา เราเริ่มมาคิดแล้วก็ปลูกร่วมกัน จึงกลายมาเป็นเกษตรธาตุ 4 ที่งอกงามอยู่ในหลุมเดียวกัน ที่นี่ใส่อะไรไปหลายอย่าง ในหลุมเดียว ข้อดีคือหนึ่งทำให้เราปลูกอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่างมาก ซึ่งถ้าเราปลูกอย่างเดียวเราก็กินอย่างเดียว ข้อดีที่สองของมันคือ มันจะไม่หมด เวลาตายไปต้นหนึ่งก็เหลืออีกต้นหนึ่ง

ข้อดีข้อที่สาม คือมันสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ สมมุติว่าต้นหนึ่งมีธาตุหนึ่งเช่นธาตุร้อน อีกต้นมีธาตุเย็น ก็จะทำให้เกิดการสมดุลต่อกัน และทำให้ดินสมบูรณ์มากขึ้น มันทำให้ดินปรับตัวสามารถเข้ากันได้มากขึ้น เช่น ปลูก 3 อย่าง อย่างละต้น มี มังคุด ได้ผล 10 กก. ทุเรียน 10 กก. ลองกอง 10 กก. ซึ่งถ้าเราปลูกต้นเดียวโดดๆ หากได้ทุเรียน 10 กก. ก็จะได้แค่ 10 กก. หรือ ลองกอง 10 กก. เท่านั้น เราจะไม่ได้อย่างอื่น เลย แต่ถ้าเราปลูกรวมกัน อาจจะได้อย่างใดอย่างหนึ่งน้อยลงไปนิด แต่เราได้ถึง 3 อย่าง ซึ่งมาเปรียบเทียบรวมแล้วจะเยอะกว่า แต่ไม่ควรลงหลุมหนึ่งเกิน 3 ต้น จะดีมาก 4 ต้น ก็ได้ แต่ 3 ต้นจะดีกว่านะครับ



เรื่องการดูว่าต้นไหนเป็นธาตุไหนนั้น เราต้องเรียนเอา เพราะตรงนี้ผมเองก็ไปเรียนมาจากมาเลเซียบ้าง จากคนเฒ่าคนแก่บ้าง และเก็บสะสมประสบการณ์ตัวเองบ้าง ถึงจะเข้าใจธาตุของต้นไม้ ว่าต้นไหนเป็นธาตุเย็น ต้นไหนธาตุร้อน ซึ่งที่นี่เราก็จัดสอนให้อยู่บ้างนะครับ ส่วนการเรียนรู้อย่างแรกเลยเราต้องรู้จักรสของพืชซึ่ง ก็ทำได้ด้วยการชิมรสของพืชทุกๆ ตัว ชิมตั้งแต่ ราก ใบ ผล เปลือก ลำต้น ชิมให้หมด เลยครับ แล้วจากนั้น เราเราก็เอาต้นไม้รสเย็นมาเป็นตัวตั้ง หรือเป็นประธานปลูก จากนั้นก็เอาไม้ธาตุอื่น รสอื่นมาประกอบกันปลูก" ป๊ะหรนอธิบายอย่างแช่มช้า ก่อนจะสรุปให้ทีมงานฟังถึงปรัชญาชาวบ้านกับการปลูกพืชก่อนจะลงสวนว่า

"การเกษตรปัจจุบัน ถ้าเราปลูกต้นใดแบบเดี่ยวๆ หรือเชิงเดี่ยว ถ้ามันตายก็จะตายไปเลย การปลูกใหม่ ก็โตไม่ทัน ทำให้เกษตรกรยากลำบากมากขึ้น แต่ถ้าเราปลูกรวม ต้นหนึ่งตายยังเหลืออีกต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนปลูกสวนทุเรียน แล้วเริ่มตายก็ทยอยตาย ตายจนไม่เหลือไว้อีกเลย และไม้อื่นๆ ก็ไม่มี ซึ่งถ้าเทียบแบบธาตุ 4 ไม้จะอายุยืนกว่า และแบบการปลูกพืชแบบนี้ เป็นแบบของคนจนนะครับ เพราะมันแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่เหมือนปลูกแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งลงทุนเยอะมาก แต่แบบของคนจนมันไม่ต้องซื้อปุ๋ยมากมายมาใส่ เช้าๆ ก็ออกไปทำงานเพียงวันละนิดวันละหน่อย ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องฉีดยา ปุ๋ยก็ใส่มูลขี้ไก่บ้างขี้วัวบ้างพอแล้ว

การใช้ชีวิตทำสวนอย่างนี้มันสบายแตกต่างกัน ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินใคร แต่เราต้องทำทุกวัน วันละเล็กละน้อย ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก ทำให้เป็นประจำ เช้าๆ ออกไปตัดแต่งกิ่งสักต้น สองต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นการออกกำลังกายมากกว่านะครับ

สรุปง่ายๆ เกษตรธาตุ 4 นั้นทำสบายๆ ทำแบบเดินหน้า ไม่ใช่ทำแบบถอยหลัง ซึ่งก็คือ ฝนตกก็ทำ แดดออกก็ทำ ทำทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องทำมากมายอะไร ทำพอดีๆ เน้นความสุข เน้นการพึ่งตนเอง พอเพียงอยู่กับธรรมชาติ อีกอย่างเกษตรธาตุ 4 ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าต้องเป็นรูปแบบใด เพราะรูปแบบที่ดีที่สุด คือเราต้องไปคิดค้นประยุกต์หาลักษณะที่ดีที่สุดของพืชเอาเอง ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรา กับพืช กับดินและกับธรรมชาติครับ" ป๊ะหรนสาธยาย


ไม้ 3 ชนิดในหลุมเดียว ความสูงต่างกัน มี ทุเรียน มังคุด และกระท้อน


สวนสมุนไพรซึ่งได้รับเกียรติบัตร โครงการตามพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร



-----------------
ที่มา :  http://www.thaingo.org/story3/news_farmersouth_210446.htm

ออฟไลน์ สงขลาพอร์ทัล ทีม

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 661
    • ดูรายละเอียด
Re: นายหรน หมัดหลี หรือ ป๊ะหรน
« Reply #3 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 03:47:08 »

ป๊ะหรน หมัดลี




ใครที่ได้เข้าเยี่ยมเยียน"สวนเกษตรธาตุสี่" ของ "ป๊ะหรน หมัดลี" ที่บ้านบนควน ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ได้มีโอกาสเดินลัดเลาะไปตามทางเดินในสวนที่ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ คงจะคิดคล้ายกันว่าสวนแห่งยี้ดูราวกับป่ามากกว่าจะเป็นสวนไม้ผล

ค่าที่ว่าองค์ประกอบภายในสวนหาใช่ต้นไม้ที่เรียงรายเป็นแถวแนวราวแถวทหาร ซึ่งแลดูโดดเดี่ยวเดียวดายตัวใครตัวมัน อันเป็นลักษณะของการเพาะปลูกที่รียกขานกันว่าเกษตรเชิงเดี่ยว ทว่าสวนป๊ะหรนต้นไม้ทุกต้นพากันเติบโตเกาะก่ายกันพัลวัน แบบอย่างเดียวกับไม้ในป่าที่ไม่ต้องการมือมนุษย์มาจัดวาง

ต้นไม้หลายชนิดเติบโตในหลุมเดียวกันก็มี ต้นไม้ชนิดเดียวกันงอกจากสองส่มเมล็ดแต่มาสมานเป็นลำต้นเดียวกันก็มี การเติบโตลักษณะนี้จะพยุงให้ลำต้นยิ่งแข็งแกร่งเหมือนกับมีปากหลายปากช่วยกันดูดซับอาหารเลี้ยงลำต้นย่อมจะดื่มกินได้มากกว่าปากเดียว หรือบางต้นงอกอยู่ในโพงพอนหรือรากค้ำยัน ดูคล้ายต้นไม้อ่อนอยู่ภายในอ้อมกอดของต้นไม้น่าอบอุ่น ป๊ะหรนเล่าว่าครั้นโพรงรากไม้หรือพอนนี้ตายลง เนื้อไม้ที่ผุกร่อนจะเน่าเปื่อยย่อยสลายกลายเป็นอาหารของต้นไม้เกิดใหม่ รากค้ำยันหรือพอนอายุยิ่งมากจะยิ่งใหญ่และยังประโยชน์หลายอย่าง หากเกิดพลัดหลงกันระหว่างสัญจรอยู่ในป่า ผู้ที่รู้จักป่าเขาจะเคาะพอนเพื่อส่งสัญญาณหากัน เพราะภายในพอนเป็นโพรงทำให้เกิดเสียงก้องกังวาน สวนเกษตรธาตุสี่ของป๊ะหรนมีพูพอนอยู่มาก ซึ่งหากเป็นสวนผลไม้เชิงเดี่ยวพูพอนแบบนี้คงถูกทำลายเพื่อใช้พื้นที่ลงไม้ผล

ลักษณะการทำสวนผลไม้ของป๊ะหรนแลดูคล้ายป่า เนื่องเพราะเป็นการทำสวนผลไม้ที่ป๊ะหรนเรียกว่าเกษตรธาตุสี่ยึดหลักธรรมชาติสมดุลต่างเอื้อต่อกันและกัน การที่จะทำเช่นนี้ต้องรู้จักดินรู้จักน้ำ และต้องรู้จักต้นไม้แต่ละต้นอย่างลึกซึ้ง เพราะธาตุในต้นไม้ใช่ว่าจะเสริมสร้างอย่างเดียว หากธาตุไม่ถูกกันก็อาจเกิดผลตรงกันข้าม ต้นไม้แต่ละต้นไม่ได้มีเพียงธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่จะมีทุกธาตุอยู่ในนั้น เพียงแต่ว่าธาตุไหนมากธาตุไหนน้อยกว่ากันเท่านั้น การรู้จักต้นไม้ระดับแยกธาตุคงไม่ใช่ตาเห็นเพียงแค่ดอกใบแล้วตอบได้ว่าต้นอะไร ทว่าต้องรู้จักลึกไปถึงในรากในแก่นถึงรสชาติของมัน ต้องรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นนำมาทำอะไรได้บ้าง มีสัพคุณด้านยาสมุนไพรอะไรบ้าง
การเรียนรู้จากต้นไม้ตามวิถีของป๊ะหรนต้องชิมทุกส่วนทั้งราก เปลือก แก่น ดอก ใบ ผลของต้นไม้ แล้วเอาธาตุเย็นเป็นตัวตั้งเป็นประธานปลูก จากนั้นเอาไม้ธาตุอื่นมาปลูกเสริม



ความรู้เกี่ยวกับธาตุสี่ที่พบส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในทางการแพทย์แผนโบราณ ป๊ะหรนซึ่งมีความรู้ทางการแพทย์แผนโบราณอยู่ไม่น้อยก็ได้ประยุกต์หลักการนี้มาใช้กับการทำเกษตรที่ป๊ะหรนอธิบายให้ฟังว่า “ธาตุต้นไม้ที่อยู่ร่วมกันไม่ได้มันก็จะไม่ให้ดอกให้ผล บางทีมีดอกแต่ไม่ติดผลเพราะมันรบกวนกันทำให้ดอกเสีย ถ้าเป็นธาตุที่ถูกกันอยู่ร่วมกันได้มันจะงอกงามมีดอกมีผลสะดวกไปหมด เราต้องรู้ว่าเอาตัวไหนมาเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะยึดธาตุดินกับน้ำเป็นหลัก ลมกับไฟเป็นรองช่วยส่ง เหมือนกับร่างกายคนเราธาตุไฟให้ความอบอุ่นเราเรียกว่าอุณหภูมิ ธาตุลมให้ความสบาย สมมติจะทำสมุนไพรสักตัว ต้องรู้ให้ได้ว่ามีธาตุลมที่จะนำไปหาโรค โรคอยู่ตรงไหน ธาตุลมจะนำไป สมมติว่าคนไข้สูงตัวร้อนลมต้องนำไป แล้วหาน้ำให้ดับไข้ดับร้อนสงบลง จากนั้นไฟจะนำความอบอุ่นคืนให้แล้วกลับไปหาดินซึ่งเป็นธาตุที่เกี่ยวกับเนื้อตัวคน”

ป๊ะหรนกล่าวต่อว่า ความเชื่อทางพุทธจะเรียงลำดับ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ขณะที่อิสลามจะยึดเอาน้ำก่อน น้ำ ดิน ลม ไฟ ซึ่งสอดคล้องกับการเชื่อเรื่องกำเนิดมนุษย์ ก่อนจะมาเป็นมนุษย์ต้องเป็นน้ำมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นมนุษย์เราก็คือดินนั่นเอง ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีต้นไม้ มีน้ำแล้วต้องมีดินมารองรับ ถ้ามีน้ำแล้วไม่มีดินก็เป็นทะเล “ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจะเอาอะไรมาปลูกรวมกันได้มันก็จะไม่เสียหาย ปลูกหลายอย่างนี้ดี ถ้าปลูกอย่างเดียวก็กินอย่างเดียว ปลูก 3 อย่างก็ได้กิน 3 อย่าง หรือถ้าคิดเรื่องรายได้สมมติปลูกอย่างเดียวได้  10 กิโล ก็ได้แค่นั้น ถ้าปลูก 3 อย่าง สมมติถ้ามีมังคุดต้นหนึ่งเก็บได้ 10 กิโล อีกต้นลางสาดอาจได้ 5 กิโล อีกต้นก็ได้อีก แล้วมันยังเป็นการทดแทนกัน ปลูกสามสี่ต้นตายไปต้นหนึ่งก็ยังมีอีกต้นเหลืออยู่ ปลูกต้นเดี่ยวตายไปต้องปลูกใหม่ พอปลูกใหม่ดินตรงนั้นจะไม่ดีเหมือนเก่า ไม่สมบูรณ์แล้ว”

นอกจากป๊ะหรนจะประยุกต์องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณมาใช้ในการทำเกษตรธาตุสี่ อีกปัจจัยหนึ่งยังได้มาจากประสบการณ์ตรงที่เฝ้าสังเกตธรรมชาติ เมื่อสมัยวัยหนุ่มที่บริเวณแถบนี้ยังเป็นป่าดิบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ ป๊ะหรนเคยเดินหลงวนเวียนอยู่ในป่า 1 คืน เพราะตามช้างที่มากินข้าวในนาด้วยนึกว่าเป็นช้างบ้าน ตามไปเจอโขลงช้างป่าต้องวิ่งหนีขึ้นเขาจนค่ำมืดหาทางกลับไม่ถุก เดินไปเรื่อยๆ จนพบต้นมะม่วงใหญ่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่ต้นไม้นี้ เช้าขึ้นมาเห็นลิงค่างออกมากินลูกสะตอที่ขึ้นคู่อยู่กับมะม่วง เลยเห็นสะตอออกฝักดกดื่น มะม่วงก็กำลังมีผลอ่อน จึงเกิดความคิดขึ้นในฉับพลันนั้นว่า ถ้าปลูกต้นไม้สองอย่างสามอย่างบ้างแบบนี้ก็น่าจะได้กินทั้งสะตอทั้งมะม่วง ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่มันยังดกได้ขนาดนี้ “ตอนนั้นฉุกคิดอยู่คนเดียวไม่ได้บอกใคร ก็ลองปลูกดู 2 ไร่ 3 ไร่ ไม่ต้องคิดเรื่องขายทำเพื่อกินอย่างเดียว ปลูกในป่ายางนี่แหละ เป็นสวนผลไม้ในป่ายาง คิดว่าช่างมัน ไม่ได้กินก็ไม่ได้เสียหายอะไร ก็เริ่มจากปลูกมังคุดเพราะธาตุมันเหมือนมะม่วง ปลูกสะตอเพราะเป็นไม้ป่า แล้วก็ปลูกทุเรียนพื้นบ้าน แล้วค่อยเพิ่มไม้ผลอื่นๆ ขยายไปทดลองอยู่ 7 ปี ช่วงปีที่  6 ลางสาดได้ช่อ มังคุดก็ติดผลดี พอปีที่ 8 ได้ผลมากขึ้น”

หลักการทำเกษตรธาตุสี่ก็คือการคืนสู่ดุลยภาพแห่งธรรมชาติและชีวิต เป็นเกษตรยั่งยืนที่ไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีมากมายในการจัดการ ไม่ต้องโหมแรงกายหนักหนา เพียงแต่ต้องทำทุกวันค่อยเป็นค่อยไป เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนต้องกินข้าว ต้องหายใจ มิใช่แค่การทำงานเพื่อเร่งผลผลิตป้อนสู่ตลาด

เกษตรธาตุ 4 แนวทางสมดุลของปราชญ์เขาพระ



"การทำเกษตรธาตุ 4 ไม่ใช่การทำสวน แบบปริมาณเยอะๆ ปรัชญาของมันคือทำเอง ทำเล็กๆ พอกินและมีความสุข ไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องลงทุนมากมาย ไม่ต้องขึ้นกับตลาดมากนัก นะครับ เพราะเกษตรธาตุ 4 คือเกษตรที่ให้ความสุข กลับบ้าน มานอนก็ไม่ต้องคิดมาก ว่าราคาเท่าไหร่ ใช้หนี้เท่าไหร่ ค่าปุ๋ย ค่าแรงเท่าไหร่"
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ องค์ความรู้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์สังคมมาจากการสั่งสมรวบรวม สังเกต วิเคราะห์แล้วถ่ายทอด กว่าจะเป็นตำหรับตำราเป็นวิทยาการ อันน่าเชื่อถือ ลึกซึ้งและงดงามด้วยพลังแห่งภูมิปัญญาอันมีคุณค่าแก่มนุษย์นั้น ผ่านกาลเวลามานานนับศตวรรษ มิว่าจะเป็นตำราอาหรับ ตำราจีน หรือว่าตำราไทย ล้วนเก็บเกี่ยวรวบรวมจากคำบอกเล่า จดจำและบันทึกไว้จากประสบการณ์ตรงทั้งสิ้น โดยเฉพาะปรัชญาการวิเคราะห์และปฏิบัติต่อชีวิตต่อสังคมอันสัมพันธ์กัน อย่างเป็นแนวทางไปสู่ความงดงาม สมดุลของชีวิตและสังคม

เมื่อทุกสรรพสิ่งมีสองด้านที่สัมพันธ์กันประหนึ่งหยิน-หยาง ที่ต่างเอื้อเฟื้อกัน มิว่าจะเป็น มนุษย ์สัตว์ พืช หรือองค์ประกอบในสากลโลกก็ล้วนเป็นเฉกเช่นนี้ทั้งนั้น จึงเป็นแนวทางไปสู่การดำเนินชีวิต การรักษายามป่วยไข้ การประกอบสัมมาชีพ การอยู่ร่วมกันของสังคม หรือแม้แต่การเกษตรก็ตาม ก็นำปรัชญา หยิน-หยาง ธาตุ 4 มาอธิบายว่า พืชนั้นมีทั้ง พืชรากกว้างย่อมสอดประสานกับพืชรากแก้วลึก ไม้พุ่มเตี้ยพึงรักไม้พุ่มสูง ไม้เล็กพึ่งพาอาศัยไม้ใหญ่ และไม้เนื้อร้อนชอบที่จะอิงอาศัยไม้เนื้อเย็น หรือไม้รำไรแดด ย่อมงามได้ใต้ร่มไม้กลางแจ้ง

"ป๊ะหรน หมัดหลี" นักวิทยาศาสตร์การเกษตร ผู้นำตำราสอนชีวิตมาเรียนรู้และหาความเข้าใจ ถึงแนวทางการปลูกพืช ที่ผสมผสาน บนจุดความสมดุล เพราะเมื่อพืชผลการเกษตรมีดุลยภาพต่อกัน ทุกสรรพสิ่งก็มีดุลยภาพ ชีวิตก็ดุลยภาพ การเกษตรในมุมมองป๊ะหรน มิใช่การเกษตรเพื่อการผลิตสู่ตลาด แต่เป็นการเกษตรเพื่อความงามความสงบสุขและเอื้ออาทรของชีวิต ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของประชาชน รับฟังเรื่องราวจากปราชญ์ชุมชน ป๊ะหรน หมัดหลี แห่งบ้านบนควน ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา ซึ่งบุกเบิกเกษตรธาตุ 4 มากกว่า 50 ปี พร้อมสวนสมุนไพร มรดกทางปัญญา ที่หาค่ามิได้ ซึ่งกำลังจะถูกอ่างเก็บน้ำยักษ์คลองลำแซง ท่วมทิ้งทั้งหมด เนื่องจากอยู่ในบริเวณสันเขื่อน !!... ป๊ะหรนได้อธิบายย้อนถึง จุดเริ่มต้นตั้งแต่แนวคิดการทดลองปลูก และพยายามเรียนรู้คำตอบ เรื่องเกษตรธาตุ 4 ด้วยตนเองว่า"สวนนี้เราเรียกว่าสวนผสมผสาน มันเป็นแนวคิดแบบของดั้งของเดิม แต่ว่าเรานำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะปลูกพืชชนิดเดียว อย่างเดียว ต่อมาเรา เราเริ่มมาคิดแล้วก็ปลูกร่วมกัน จึงกลายมาเป็นเกษตรธาตุ 4 ที่งอกงามอยู่ในหลุมเดียวกัน ที่นี่ใส่อะไรไปหลายอย่าง ในหลุมเดียว ข้อดีคือ

-หนึ่งทำให้เราปลูกอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่างมาก ซึ่งถ้าเราปลูกอย่างเดียวเราก็กินอย่างเดียว

-ข้อดีที่สองของมันคือ มันจะไม่หมด เวลาตายไปต้นหนึ่งก็เหลืออีกต้นหนึ่ง

-ข้อดีข้อที่สาม คือมันสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้

สมมุติว่าต้นหนึ่งมีธาตุหนึ่งเช่นธาตุร้อน อีกต้นมีธาตุเย็น ก็จะทำให้เกิดการสมดุลต่อกัน และทำให้ดินสมบูรณ์มากขึ้น มันทำให้ดินปรับตัวสามารถเข้ากันได้มากขึ้น เช่น ปลูก 3 อย่าง อย่างละต้น มี มังคุด ได้ผล 10 กก. ทุเรียน 10 กก. ลองกอง 10 กก. ซึ่งถ้าเราปลูกต้นเดียวโดดๆ หากได้ทุเรียน 10 กก. ก็จะได้แค่ 10 กก. หรือ ลองกอง 10 กก. เท่านั้น เราจะไม่ได้อย่างอื่น เลย แต่ถ้าเราปลูกรวมกัน อาจจะได้อย่างใดอย่างหนึ่งน้อยลงไปนิด แต่เราได้ถึง 3 อย่าง ซึ่งมาเปรียบเทียบรวมแล้วจะเยอะกว่า แต่ไม่ควรลงหลุมหนึ่งเกิน 3 ต้น จะดีมาก 4 ต้น ก็ได้ แต่ 3 ต้นจะดีกว่านะ

เรื่องการดูว่าต้นไหนเป็นธาตุไหนนั้น เราต้องเรียนเอา เพราะตรงนี้ผมเองก็ไปเรียนมาจากมาเลเซียบ้าง จากคนเฒ่าคนแก่บ้าง และเก็บสะสมประสบการณ์ตัวเองบ้าง ถึงจะเข้าใจธาตุของต้นไม้ ว่าต้นไหนเป็นธาตุเย็น ต้นไหนธาตุร้อน ซึ่งที่นี่เราก็จัดสอนให้อยู่บ้างนะครับ ส่วนการเรียนรู้อย่างแรกเลยเราต้องรู้จักรสของพืชซึ่ง ก็ทำได้ด้วยการชิมรสของพืชทุกๆ ตัว ชิมตั้งแต่ ราก ใบ ผล เปลือก ลำต้น ชิมให้หมด เลยครับ แล้วจากนั้น เราเราก็เอาต้นไม้รสเย็นมาเป็นตัวตั้ง หรือเป็นประธานปลูก จากนั้นก็เอาไม้ธาตุอื่น รสอื่นมาประกอบกันปลูก" ป๊ะหรนอธิบายอย่างแช่มช้า ก่อนจะสรุปให้ทีมงานฟังถึงปรัชญาชาวบ้านกับการปลูกพืชก่อนจะลงสวนว่า "การเกษตรปัจจุบัน ถ้าเราปลูกต้นใดแบบเดี่ยวๆ หรือเชิงเดี่ยว ถ้ามันตายก็จะตายไปเลย การปลูกใหม่ ก็โตไม่ทัน ทำให้เกษตรกรยากลำบากมากขึ้น แต่ถ้าเราปลูกรวม ต้นหนึ่งตายยังเหลืออีกต้นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนปลูกสวนทุเรียน แล้วเริ่มตายก็ทยอยตาย ตายจนไม่เหลือไว้อีกเลย และไม้อื่นๆ ก็ไม่มี ซึ่งถ้าเทียบแบบธาตุ 4 ไม้จะอายุยืนกว่า และแบบการปลูกพืชแบบนี้ เป็นแบบของคนจนนะครับ เพราะมันแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ไม่เหมือนปลูกแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งลงทุนเยอะมาก แต่แบบของคนจนมันไม่ต้องซื้อปุ๋ยมากมายมาใส่ เช้าๆ ก็ออกไปทำงานเพียงวันละนิดวันละหน่อย ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องฉีดยา ปุ๋ยก็ใส่มูลขี้ไก่บ้างขี้วัวบ้างพอแล้ว

การใช้ชีวิตทำสวนอย่างนี้มันสบายแตกต่างกัน ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินใคร แต่เราต้องทำทุกวัน วันละเล็กละน้อย ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก ทำให้เป็นประจำ เช้าๆ ออกไปตัดแต่งกิ่งสักต้น สองต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นการออกกำลังกายมากกว่านะครับ

สรุปง่ายๆ เกษตรธาตุ 4 นั้นทำสบายๆ ทำแบบเดินหน้า ไม่ใช่ทำแบบถอยหลัง ซึ่งก็คือ ฝนตกก็ทำ แดดออกก็ทำ ทำทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องทำมากมายอะไร ทำพอดีๆ เน้นความสุข เน้นการพึ่งตนเอง พอเพียงอยู่กับธรรมชาติ อีกอย่างเกษตรธาตุ 4 ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าต้องเป็นรูปแบบใด เพราะรูปแบบที่ดีที่สุด คือเราต้องไปคิดค้นประยุกต์หาลักษณะที่ดีที่สุดของพืชเอาเอง ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรา กับพืช กับดินและกับธรรมชาติครับ" ป๊ะหรนสาธยาย

คาราวาลัย   'หรน หมัดหลี'

วันที่ 5 มีนาคม 2552  ที่ผ่านมา  “ป๊ะหรน” เกษตรกรผู้บุกเบิกเกษตรกรรมธาตุสี่ (วิถีแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ) จนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ชาวบ้าน  ละสังขารด้วยวัยชรา  กลับคืนสู่ความปรานีของพระผู้เป็นเจ้า 

ข้อมูลทั่วไปของปราชญ์ชาวบ้าน

ชื่อ                       นายหรน  หมัดหลี
ที่อยู่                    13/1  หมู่  6  ตำบลเขาพระ  อำเภอรัตภูมิ  จังหวัดสงขลา  โทรศัพท์  084-8599849
เกิดวันที่             6  มิถุนายน  2471 
สถานที่เกิด       ตำบลท่าชะมวง  อำเภอรัตภูมิ  จังหวัดสงขลา
ศาสนา                อิสลาม
การศึกษา          ชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนบ้านลวดลาย อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปี พ.ศ. 2486
สถานภาพครอบครัว  สมรสกับนางสาวเหรียน หนูแดง  มีบุตรธิดาจำนวน 11 คน บุตรชาย4 คน และบุตรหญิง 7คน

ชีวิตและการทำงาน

นายหรน  หมัดหลี  มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน  บิดามารดามีอาชีพเป็นหมอยาพื้นบ้าน  ทำนา  ทำสวน  รับจ้างทั่วไป  ทั้งตัดยาง  ทำนา  เลี้ยงไก่  และปลูกผัก  โดยเฉพาะการทำสวนนั้นทำสวนแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า  “สวนสมรม”  ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนใช้เวลาศึกษาศาสนา  เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่  4  แล้วเรียนต่อที่โรงเรียนปอเนาะ  อำเภอจะนะ  จังหวัดสงขลา  เรียนอยู่  8  ปี  จนมีความรู้ทางศาสนาแตกฉาน  เมื่อจบแล้วเดินทางไปศึกษาต่อที่ปอเนาะสุไหงติเบา  ประเทศมาเลเซีย  เรียนอยู่  2  ปี  บิดาถึงแก่กรรมจึงเดินทางกลับภูมิลำเนา  แต่งงานมีครอบครัวและเป็นครูสอนศาสนาที่บ้านท่าชะม่วงและที่โรงเรียนบุญเจิมประชานุเคราะห์วิทยาอยู่รวม  30  ปี  จากนั้นลาออกจากอาชีพครูกลับมาทำสวนและศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องสมุนไพรโดยใช้หลักวิชาการแพทย์แผนไทย

จากการที่เป็นมุสลิมเคร่งครัดในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม  นายหรน  หมัดหลี  หรือที่ใครเรียกว่า  “ป๊ะหรน”  เชื่อว่า  วิถีชีวิตของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับการเลือกและสำนึกของตนเองคนเราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุขหากไม่เบียดเบียนและทำลายผู้อื่น  รวมทั้งไม่ทำลายธรรมชาติเพราะทุกสิ่งมาจากธรรมชาติและจะกลับคืนสู่ธรรมชาติในที่สุด  ดังนั้นชีวิตและการทำงานของ ”ป๊ะหรน”  จึงเกี่ยวเนื่องกับศาสนาอันเป็นแนวทางก่อประโยชน์ให้เกิดแก่ทุกฝ่าย

การเรียนรู้
       
ได้ศึกษาการปลูกพืชผลที่ต่างชนิดกันมาไว้รวมกันโดย  ค้นพบว่าต้นไม้ก็มีธาตุธรรมชาติเช่นเดียวกับธรรมชาติของมนุษย์  คือ  มีธาตุดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ในร่างกายมนุษย์นั้นหากธาตุสมดุลก็จะเจริญแข็งแรง  ต้นไม้ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกัน  เมื่อค้นพบได้แล้วจึงใช้ความรู้เรื่องธาตุ  4  มาเป็นหลักในการคัดพันธุ์ไม้  นำไม้ผลที่มีลักษณะเข้ากันได้มาปลูกไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยระหว่างไม้ต่างชนิด  เมื่อไม้แต่ละชนิดไม่ทำลายกันเองแล้วก็ให้ดอกผลอุดมสมบูรณ์
       
วิธีการทดลองของป๊ะหรนว่าต้นไม้ใดเป็นธาตุประเภทใดมาก  คือ  นำส่วนใดส่วนหนึ่งของลำต้นมาเคี้ยวดูต้นไม้ส่วนใหญ่จะมีรสมากกว่าหนึ่งรส     เคี้ยวครั้งแรกจะได้รสฝาด  แต่เมื่อเคี้ยวไปสักพักจะออกรสหวานหรือจืด  ไม้ที่มีรสฝาดแสดงว่ามีธาตุลม   รสจืดเป็นธาตุน้ำ   รสเผ็ดหรือร้อนเป็นธาตุไฟ   ยางพารามีธาตุไฟมาก  และกล้วยก็มีธาตุน้ำมาก  เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสังเกตเพิ่มเติมว่าระยะห่างหรือระยะการปลูกพืชก็มีส่วนสำคัญทำให้ได้ผลดีเช่นกัน  โดยอาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ  2  ประการ  คือ

        1.  ความต่างระดับของพืช  :  ในหลุมหนึ่งจะปลูกไม้ผลหลักของสวนลงไป  3  ชนิด  ได้แก่  ทุเรียน  ลางสาด  มังคุด  ไม้เมื่อโตเต็มที่แล้วทุเรียนจะอยู่สูงสุด  ถัดมา คือ  ลางสาด  และมังคุดตามลำดับ  ลางสาดแม้จะมีธาตุใกล้เคียงกับมังคุดแต่ให้ผลต่างกันจึงไม่กระทบกัน  ประกอบกับมังคุดเป็นพืชธาตุน้ำและธาตุดินจึงเอื้อต่อการให้ผลของลางสาดและทุเรียนสามารถอยู่ร่วมกันได้ดี
        2.  การให้ดอกผลของพืช  :  ไม้ผลทั่วไปออกผล  2  ลักษณะ  ลักษณะแรกจะให้ผลบริเวณปลายกิ่ง  อาทิ  มังคุด  เงาะ  สะตอ  บางชนิดให้ผลบริเวณลำต้นหรือกิ่ง  อาทิ  ทุเรียน  จำปาดุ  ลางสาด  การนำไม้ผลในลักษณะแรกมาปลูกรวมกันต้องจัดระยะให้เหมาะสม  โดยต้องไม่ให้ทรงพุ่มของไม้แต่ละชนิดอยู่ติดหรือซ้อนกัน  ส่วนไม้ที่ให้ผลบริเวณลำต้นหรือกิ่งสามารถปลูกต้นติดกันได้

ป๊ะหรน  ได้ใช้ชีวิตศึกษาสิ่งเหล่านี้มากว่า  30  ปี  แต่เดิมที่เคยทำสวนผลไม้บนเนื้อที่  10  ไร่  ก็สามารถขยายที่ทำกินออกไปได้ถึง  70  ไร่  ปลูกไม้ผลมากกว่า  19  ชนิด  อันได้แก่  ทุเรียน  จำปาดะ  สะตอ  ลางสาด  ละมุด  ฝรั่ง  มังคุด  เงาะ  มะพร้าว  มะนาว  มะขาม  กาแฟ  ไผ่ตง  ขนุน  กระท้อน  พริกไทย  เนียง  และพืชโตเร็ว  ได้แก่  จวง และเมี่ยงอาม

การถ่ายทอดความรู้
       
จากองค์ความรู้ของป๊ะหรนทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาจากจังหวัดต่าง ๆ นอกเหนือจากนิสิต  นักศึกษา  และผู้สนใจทั่วไปในจังหวัดที่มาขอเรียนรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอการสอนและการกำหนดองค์ความรู้มีความหลากหลายรูปแบบทั้ง
-    การบรรยาย
-    สัมมนา
-    การใช้สื่อเช่น  วีดิทัศน์  การสาธิต  ประกอบการสอนและเผยแพร่ผลงาน  ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับระดับของกลุ่มเป้าหมายที่มาขอรับการเรียนรู้

รางวัลเกียรติคุณที่ได้รับ
-    ปี   พ.ศ. 2536      คนดีศรีสังคม
-    ปี   พ.ศ. 2545     ครูภูมิปัญญาไทย  รุ่นที่  2  ด้านเกษตรกรรม จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 
สำนักนายกรัฐมนตรี

ปัจจุบันแม้นายหรน หมัดหลี ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ภูมิปัญญาวิถีธรรมชาติเกษตรธาตุ 4 ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่โดยการปฏิบัติของชาวบ้านในชุมชนและเกษตรกรที่สนใจอีก เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีนายอภินันต์ หมัดหลี ผู้เป็นบุตรชายทำหน้าที่สานต่อภูมิปัญญาความรู้นี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ ที่สนใจโดยทั่วไป หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการเข้ารับการอบรมวิถีธรรมชาติเกษตรธาตุ 4 สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทยเกษตรธรรมชาติธาตุ 4 เลขที่ 13/1 หมู่ 6 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 90180 โทร.08-4559-9849, 08-4859-9849 หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสงขลา

ขอบคุณข้อมูลจาก :  http://chumphontrip.com/paroan-muchlee-with-the-agricultural-element-4.html

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 
สงวนลิขสิทธิ์ © สงขลาพอร์ทัลดอทคอม | สะตอฟอร์ยู มัลติมีเดีย คอร์ป