ผู้เขียน หัวข้อ: พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 16  (อ่าน 13212 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เวสท์สงขลา

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
    • สะตอฟอร์ยู
    • อีเมล์
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 ? ) ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 16 ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531และเป็นนายกรัฐมนตรีตามคำเชิญของรัฐสภาที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด ทั้งนี้เพราะกฎหมายไทยในสมัยนั้นไม่ได้กำหนดให้รัฐสภาต้องเลือกนายกรัฐมนตรี จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


บุคลิกส่วนตัวพลเอกเปรมเป็นคนพูดน้อย ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนน้อยมาก จนถูกหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเรียกขานว่า เตมีย์ใบ้


หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี


ประวัติ

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เกิดที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรชายคนรองสุดท้อง จากจำนวน 8 คน ของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ต้นตระกูลติณสูลานนท์ กับนางวินิจทัณฑกรรม(ออด ติณสูลานนท์) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา สงขลา ในหมายเลขประจำตัว 167 และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2480 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 5 สังกัดเหล่าทหารม้า (โรงเรียนนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2477 ต่อมาคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า)


พลเอกเปรม จบการศึกษาหลักสูตรพิเศษโรงเรียนเทคนิคทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2484 และเข้ารบในสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ ปอยเปต กัมพูชา จากนั้นเข้าสังกัดกองทัพพายัพ ภายใต้การบังคับบัญชาของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ทำการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง พ.ศ. 2485-2488 ที่เชียงตุง


ภายหลังสงคราม พลเอกเปรมรับราชการอยู่ที่อุตรดิตถ์ และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐ ที่ ฟอร์ตน็อกซ์ มลรัฐเคนตักกี พร้อมกับพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ และพลเอกวิจิตร สุขมาก เมื่อ พ.ศ. 2495 แล้วกลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่จังหวัดสระบุรี


พลเอกเปรมได้รับพระบรมราชโองการเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี เมื่อ พ.ศ. 2511 ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า นี้เอง ที่เป็นที่มาของชื่อที่เรียกแทนพลเอกเปรมอย่างกว้างขวางว่า ป๋า หรือ ป๋าเปรม เนื่องจากท่านมักเรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าว่า "ป๋า" และเรียกผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าอย่างเอ็นดูและเป็นกันเองว่า "ลูก" ที่เรียกติดปากกันมาจนถึงปัจจุบัน


พลเอกเปรม ย้ายไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน ในปี พ.ศ. 2516 และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคทึ่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสานเมื่อ พ.ศ. 2517 ได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในปี พ.ศ. 2521


ตำแหน่งทางการเมือง

ในปี พ.ศ. 2502 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกเปรมได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และวุฒิสมาชิก ช่วง พ.ศ. 2511 - 2516 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร

 
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์พลเอกเปรมเข้าร่วมการรัฐประหารในประเทศไทย 2 ครั้ง ซึ่งนำโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ล้มรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 ล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร


พลเอกเปรม รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนั้น ในช่วงปลายรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควบคู่กับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก


ในช่วงนั้น พลเอกเปรมได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย หลังจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 สภาผู้แทนราษฎรทำการหยั่งเสียงเพื่อหาตัวผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเลือกพลเอกเปรม โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย



ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


สมัยที่ 1
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 42 : 3 มีนาคม 2523 - 29 เมษายน 2526 สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 19 มีนาคม 2526 เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบกับการเสนอให้ยืดอายุการใช้บทเฉพาะกาลของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มีการเลือกตั้งในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2526


สมัยที่ 2
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 43 : 30 เมษายน 2526 - 4 สิงหาคม 2529 สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เนื่องจากรัฐบาลแพ้เสียงในสภา ในการออกพระราชกำหนดการขนส่งทางบก มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529


สมัยที่ 3
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 44 : 5 สิงหาคม 2529 - 3 สิงหาคม 2531 สิ้นสุดลงภายหลังการยุบสภา ในวันที่ 29 เมษายน 2531 เนื่องจากเกิดปัญหาขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ เกิดกลุ่ม 10 มกรา ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศภายในพรรค กลุ่ม 10 มกรา นี้ลงมติไม่สนับสนุนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ที่รัฐบาลเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา จนทำให้พระราชบัญญัติไม่ผ่านการเห็นชอบ พรรคประชาธิปัตย์แสดงความรับผิดชอบโดยการถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พลเอกเปรมจึงประกาศยุบสภา มีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2531


ในช่วงปลายรัฐบาลพลเอกเปรม ขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง มีกระแสการคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 จากกลุ่มนักวิชาการ


ภายหลังการเลือกตั้ง ในคืนวันที่ 27 กรกฎาคม 2531 หัวหน้าพรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำ ได้เข้าพบพลเอกเปรมที่บ้านพัก เพื่อเชิญให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 แต่พลเอกเปรมปฏิเสธ ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม 2531 จึงได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17


หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

 

บทบาทในวิกฤตการณ์การเมืองและการรัฐประหาร พ.ศ. 2549

หลังการทำรัฐประหาร พ.ศ. 2549 มีนักวิชาการกล่าวหาพลเอกเปรมว่ามีความเกี่ยวข้องกับ วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549 ที่นำไปสู่ รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549ซึ่งในเวลาพลบค่ำวันที่ 19 กันยายน ช่วงเดียวกับที่กำลังทหารหน่วยรบพิเศษจาก จ.ลพบุรี ได้เคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ พลเอกเปรม ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นผู้สั่งการให้ทำรัฐประหารโดยนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาร์เทเวศร์


ในเวลาต่อมา ยังเป็นที่กล่าวหาอีกว่า พลเอกเปรม อาจมีบทบาทสำคัญ ในการเชิญ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตลูกน้อง มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง การแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อีกด้วย จนกระทั่ง คน ถึงกับกล่าวว่า สภาฯ ชุดนี้ เต็มไปด้วย "ลูกป๋า"


ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นบุคคลที่มีบทบาททางการเมือง ในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549[9] และมีบทวิเคราะห์จากสำนักข่าว XFN-ASIA ระบุในเว็บไซต์ นิตยสารฟอร์บ ว่า พลเอกเปรมเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย พร้อมทั้งได้สนับสนุนให้ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็ตามรัฐบาลคณะทหาร ได้อ้างว่า พลเอกเปรมไม่เคยมีบทบาททางการเมือง


วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 นปก. นับพันคน รวมตัวประท้วงหน้าบ้านของพลเอกเปรม เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี เนื่องจากเชื่อว่ามีบทบาททางการเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุม มีการยิงแก๊สพริกไทยแล้วล้อมรถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงของแกนนำ ผู้ชุมนุมขว้างปาขวดพลาสติกและขวดแก้วใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เกิดการปะทะกันชุลมุนวุ่นวาย เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บหลายคน ด้านแยกสี่เสาเทเวศร์ กลุ่ม นปก.ส่วนหนึ่งทุบทำลายซุ้มตำรวจจราจรและทุบรถส่องไฟและกระจายเสียงของตำรวจที่จอดไว้ รวมทั้งปล่อยลมยางรถยนต์ ในวันต่อมา พลเอกสนธิ พลเอกสุรยุทธ และคณะรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมพลเอกเปรม เพื่อขอโทษที่ยอมให้มีการประท้วง


ชีวิตส่วนตัว

พลเอกเปรม ชื่นชอบดูการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะกีฬามวยและฟุตบอล มักเปิดโอกาสให้นักกีฬาเข้าพบเพื่อคารวะ และให้กำลังใจ ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังชื่นชอบการร้องเพลง ระยะหลังได้ฝึกหัดเล่นเปียโนกับ ณัฐ ยนตรรักษ์ และประพันธ์เพลงเป็นงานอดิเรก พลเอกเปรมมีผลงานเพลงบันทึกเสียงจำหน่าย บรรเลงดนตรีโดย กองดุริยางค์ทหารบก


เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดต่าง ๆ ดังนี้

พ.ศ. 2518 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ
พ.ศ. 2521 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
พ.ศ. 2525 เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1 และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายหน้า)
พ.ศ. 2531 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ
พ.ศ. 2531 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
พ.ศ. 2533 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นที่ 1 (เสนางคะบดี)
พ.ศ. 2539 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์

ออฟไลน์ เวสท์สงขลา

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
    • สะตอฟอร์ยู
    • อีเมล์
ชีวิตปฐมวัยของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

นายบึ้ง ติณสูลานนท์ กับนางออด พบกันในงานฉลอง ซึ่งกำนันตำบลนาได้จัดให้มีขึ้นครั้งนั้นมีลิเกมาแสดง บรรดาข้าราชการเสมียนกองมหาดไทย เมืองนครศรีธรรมราช คือ นายบึ้ง ติณสูลานนท์และเพื่อนคือ นายกลอน มัลลิกะมาศ ( ขุนอาเทศคดี ) ก็ได้มาดูลิเกในครั้งนั้นด้วยหลังจากนั้นนายบึ้ง ติณสูลานนท์ ก็เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกับนางออดจนกระทั้งได้แต่งงาน นางออด ติณสูลานนท์ เป็นธิดาของนายหมี - นางสัง ( บางคนเรียกว่า นางมุดสัง ) ตั้งบ้านเรือนอยู่หมู่ที่ 2 บ้านหัวคูตะวันตก ตำบลนา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน คือ
1. นางแหมะ มัฎฐกุล (มีสามีชื่อนายปั้น)
2. นางพลับ มัฎฐกุล (มีภรรยาชื่อนางปลีก)
3. นางออด มัฎฐกุล (มีสามีชื่อนางบึ้ง)
ลักษณะบ้านเรือนของนายหมี ? นางสัง เป็นบ้านใหญ่ยกพื้นทำเสาไม้มังคุคมี 3 ห้องใหญ่ หลังคามุงจากบ้านเดิมอยู่ติด กับบ้านนายพรัด ? นางเสน มีบ่าวไพร่อาศัยอยู่ในบ้านหลายคน นางออดมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีอุปนิสัยโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือลูกหลานเสมอมา


ชีวิตครอบครัว ?ติณสูลานนท์?

ภายหลังจากการแต่งงานแล้ว นางบึ้ง ติณสูลานนท์ ก็ได้มาพักอาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย คือนายหมี ? นางสัง ที่บ้างหัวคูตะวันตก จนกระทั่งมีบุตรคนแรกคือ นายชุบ ติณสูลานนท์ จึงได้ย้ายไปรับราชการที่อำเภอปากพนัง และมีบุตรธิดาต่อมาคือ นายเลข ติณสูลานนท์ และนางขยัน (ติณสูลานนท์) โมนยะกุล ต่อมาได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดสงขลา มีบุตรธิดาคือ นายสมนึก ติณสูลานนท์ นายสมบุญ ติณสูลานนท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เด็กหญิงปรี ติณสูลานนท์ และนายวีระณรงค์ ติณสูลานนท์

หลังจากย้ายไปอยู่จังหวัดสงขลาแล้ว นางออด ติณสูลานนท์ ก็ได้กลับมาบ้านเกิดอีกในช่วงการจัดงานศพบิดามารดาที่วัดโคกธาตุ ภายหลังจากนั้นนางออด ติณสูลานนท์ ก็ได้ถึงแก่กรรมที่สงขลา แล้วได้นำกระดูกมาบรรจุไว้ที่วัดหน้าพระธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาจึงได้นำกระดูกไปบรรจุที่วัดดอนรัก จังหวัดสงขลา จนถึงปัจจุบัน
รองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์ ) ผู้เป็นต้นตระกูล ( ติณสูลานนท์ ) มีภรรยาชื่อ นางวินิจทัณฑกรรม ( ออด ติณสูลานนท์ ) นางกิมซัว ติณสูลานนท์ และนางมุ่ย ติณสูลานนท์ ตามลำดับ มีบุตรธิดารวมทั้งสิ้น 15 คน แยกเป็นชาย 7 คน หญิง 8 คน สืบสกุลต่อมาถึงปัจจุบัน

บุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม ( บึ้ง ติณสูลานนท์ ) กับนางวินิจทัณฑกรรม ( ออด ติณสูลานนท์ ) มี 8 คน คือ

1. นายชุบ ติณสูลานนท์
2. นายเลข ติณสูลานนท์ ( ถึงแก่กรรม )
3. นางขยัน (ติณสูลานนท์ ) โมนยะกุล
4. นายสมนึก ติณสูลานนท์
5. นายสมบุญ ติณสูลานนท์ ( ถึงแก่กรรม )
6. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
7. เด็กหญิงปรี ติณสูลานนท์ ( ถึงแก่กรรม)
8. นายวีระณรงค์ ติณสูลานนท์ (ถึงแก่กรรม)

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เกิด ณ วัน ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2463 เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาพุทธ เกิดที่บ้านบ่อยาง เลขที่788 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

ชีวิตครอบครัวของต้นตระกูล ?ติณสูลานนท์? ก็เหมือนกับชาวชนบทโดยทั่วไปที่จะต้องต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงลูก 8 คน ให้ได้รับความสุขตามควรแก่อัตภาพ ถึงแม้ว่ารายได้หลักของครอบครัวมีเพียรเงินเดือนของหลวงวินิจ ทัณฑกรรม แต่ด้วยความมานะ อดทน ก็สามารถให้การเลี้ยงดูลูกทุกคนได้อย่างมีความสุข ด้วยเหตุที่หลวงวินิจทัณฑกรรมรับราชการ และได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เพียงเพื่อให้ลูกได้รับการ ศึกษาเฉกเช่น ครอบครัวอื่นทั้งหลาย เพราะตระหนักดีว่า โดยฐานะของข้าราชการที่กอร์ปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกมีอนาคตได้ จึงพยายามเก็บหอมรอมริบเพื่อเป็นทุนสำหรับส่งเสียให้ลูกได้มีโอกาสรับการศึกษาอย่างดีที่สุดเท่าที่ สามารถจะให้ได้

ออฟไลน์ เวสท์สงขลา

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 1308
    • ดูรายละเอียด
    • สะตอฟอร์ยู
    • อีเมล์
การศึกษาขั้นต้น
 
- เข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
- พ.ศ. ๒๔๘๐ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ๘ จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
- ๒ พฤษภาคม ๒๔๘๑ เข้าเป็นนักเรียนเทคนิค รุ่นที่ ๕ หลักสูตรพิเศษเรียน ๓ ปี โรงเรียนเทคนิคทหารบก
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมแกล้า
 
การศึกษาเมื่อเข้ารับ
 
- พ.ศ. ๒๔๙๐ เข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารม้า หลัดสูตรนายทหารฝึกหัดราชการ
- พ.ศ. ๒๔๙๒ กองทัพบกส่งไปศึกษาวิชาหลักกสิกรรม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๙๒
มีกำหนด ๓ เดือน ผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก
- พ.ศ. ๒๕๐๓ สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพิเศษ ชุดที่ ๒ ที่วิทยาการทัพบก
- พ.ศ. ๒๕๐๙ สำเร็จการศึกษาหลักสูตร การป้องกันอาณาจักร รุ่นที่ ๙ ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร


ประวัติการรับราชการและราชการพิเศษ
 
  - ๒ พฤษภาคม ๒๔๘๑ ตำแหน่งนักเรียนเทคนิค (๒๒๗)
- ๒๐ มกราคม ๒๔๘๔ ประจำกองรถรบ และได้รับพระราชทานยศ ว่าที่ ร้อยตรี
- ๑๙ มิถุนายน ๒๔๘๔ ได้รับพระราชทานยศ ร้อยตรี
- ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๘๔ ประจำกรมรถรบ
- ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๕ ได้รับพระราชทานยศ ร้อยโท
- ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๗ ได้รับพระราชทานยศ ร้อยเอก
- ๑๑ มกราคม ๒๔๘๘ เป็นหัวหน้ากองบังคับการ กรมรถรบ
- ๑๓ มกราคม ๒๔๘๘ เป็นรองผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ กองพันที่ ๑ กรมรถรบ
- ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๘๙ เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ กองพันที่ ๑ กรมรถรบ
- ๔ ธันวาคม ๒๔๘๙ เป็นนายกทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนทหารม้า
- ๒๙ สิงหาคม ๒๔๙๐ เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒ กองพันที่ ๑ กรมรถรบ
- ๘ เมษายน ๒๔๙๒ รักษาราชการ รองผู้บังคับกองพันที่ ๑ กรมรถรบ
- ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๒ ได้รับพระราชทานยศ พันตรี
- ๑๘ กันยายน ๒๔๙๓ เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๓ กองพันทหารม้าที่ ๔
- ๑ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เป็นรองผู้บังคับกองพันที่ทหารม้าที่ ๔
- ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๓ เป็นรองผู้บังคับการจงหวัดทหารอุตรดิตถ์
- ๔ มิถุนายน ๒๔๙๕ เข้าศึกษาในโรงเรียนยานเกราะในความอำนวยการของหน่วย MAAG
- ๑ เมษายน ๒๔๙๕ เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ ๗ และรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์
- ๒๔ เมษายน ๒๔๙๖ เป็นอาจารย์แผนยุทธวิธี กองการศึกษาโรงเรียนยานเกราะกองพลน้อยทหารม้า
- ๘ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นอาจารย์แปนกวิชาทหาร กองการศึกษาโรงเรียนยานเกราะกองพลน้อยทหารม้า
- ๓๐ ธันวาคม ๒๔๙๗ เป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ ๕ กรมทหารม้าที่ ๒ และรักษาราชการอาจารย์แผนกวิชาทหาร กองศึกษาโรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า
- ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ เป็นอาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาทหาร กองการศึกษาโรงเรียนยานเกราะ กองทหารม้า และรักษาราชการผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ ๕ กรมทหารม้าที่ ๒
- ๑๖ ธันวาคม ๒๔๙๘ เป็นอาจารย์แผนกหัวหน้าวิชาทหาร กองศึกษาโรงเรียนยานเกราะ กองพลทหารม้า
- ๑ มกราคม ๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานยศ พันเอก
- ๑๐ มีนาคม ๒๕๐๑ เป็นผู้ช่วยบัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า
- ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๑ เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า
- ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ มีพระบรมราชโองการโปรกเกล้าฯ ให้เป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญฯ
- ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๖ เป็นรองผู้บังคับชาการโรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า
- ๑ ตุลาคม ๒๕๐๖ เป็นรองผู้บัญชาการทหารม้า และรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสะบุรี
- ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๑ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นวุฒิสภา
- ๑ ตุลาคม ๒๕๑๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี ได้รับพระราชทานยศ พลตรี
- ๔ เมษายน ๒๕๑๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองครักษ์เวร
- ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์
- ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๕ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
- ๑ ตุลาคม ๒๕๑๖ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองแม่ทัพภาคที่ ๒
- ๑ ตุลาคม ๒๕๑๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ และได้รับพระราชทานยศ พลโท
- ๑ ตุลาคม ๒๕๑๘ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์พิเศษ
- ๑ ตุลาคม ๒๕๒๐ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารทหารบก ได้รับพระราชทานยศ พลเอก และเป็นรองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฝ่ายทหารบก ตามคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในที่
๑๓๓/๒๕๓๐ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๒๐
- ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์
- ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ? ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๔ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก
- ๔ ธันวาคม ๒๕๒๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์
- ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในคณะรัฐบาลซึ่งมี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
- ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษารพรพองค์
- ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๓ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารที่ ๒๑ รักษาพระองค์
- ๓ มีนาคม ๒๕๒๓ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น นายกรัฐมนตรี
- ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๖ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง
- ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งหลังจากประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖
- ๕ สิงหาคม ๒๕๒๙ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งหลังจากประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙
- ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๑ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น องคมนตรี
- ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๑ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกย่อง เป็น ?รัฐบุรุษ?
- ๔ กันยายน ๒๕๔๑ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ประธานองคมนตรี
 

ที่มา : http://www.premsongkhla.net/history/his3.htm

ออฟไลน์ -้-๋-In๊FiNiTy็~ม่??

  • Mamber
  • *
  • กระทู้: 99
  • สวัสดีคะนู๋ชื่อนัฐนะคะ
    • MSN Messenger - noo_nut_na@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • http://tarika-nut1989.hi5.com
    • อีเมล์
:D ;Dศิษย์เก่า โรงเรียนปาดังติณสูลานนท์ ขอแสดงความเคารพรักแด่ป๋าเปรม ;D :D
ชอบไม่ชอบก็เม้นบอกบ้างน่ะคะแล้วจะหาข้อมูลดีๆมาฝากกันอีกคะ

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 
สงวนลิขสิทธิ์ © สงขลาพอร์ทัลดอทคอม | สะตอฟอร์ยู มัลติมีเดีย คอร์ป